... ผมยอมรับว่าผมเคยมองว่าภาพ พาโนรามา มันดูแปลก ๆ 
 
ด้วยความที่ยังไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามันไม่ใช่แค่ภาพที่มีด้านกว้างที่สั้นกว่าด้านยาวมากมาก
 
จึงทำให้คิดว่าภาพประเภทนี้ ใคร ๆ ก็ถ่ายได้ และ ดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ 
 
 
 
...  และความคิดของผมก็เปลี่ยนไป ...
 
 
 
... ก่อนหน้านี้สองสับดาห์ "เธอ" มีแพลนว่าจะไปเที่ยวที่  " พะเนินทุ่ง " 
 
แพลนของเธอนั้นวางไว้อย่างหลวม ๆ สมกับที่เป็น "นักท่องเที่ยว" จริงจริง
 
ทั้งการเดินทาง ที่หลับที่นอน การติดต่อสื่อสารที่ยังไม่มั่นคง
 
มีเพียงวันเวลาไป - กลับที่แน่นอน เท่านั้นที่ทำให้ผมยังพอ อดห่วงได้บ้าง 
 
 
 
... และด้วยความที่ "เรา"  ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ทำให้การเดินทางครั้งนี้เราจึง ไม่ได้ไปด้วยกัน ...
 
 
 
... ก่อนหน้านี้ผมไม่ค่อยได้ถ่ายภาพประเภท Landscape มาก่อน 
 
คงเป็นเพราะผมไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่แบบนี้ซักเท่าไหร่
 
และด้วยความที่ไม่ได้สนใจ พาลทำให้ผมคิดว่าตัวเองถ่ายภาพประเภทนี้ไม่ค่อยสวย
 
 
 
... ภาพประกอบสถานที่ท่องเที่ยวผุดขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผมมากมาย
 
อาทิเช่น ทะเลหมอก ดอกไม้  ภูเขา พระอาทิตย์ตกดิน ฯลฯ 
 
และแล้วก็มองเห็นความต่าง ...
 
บางภาพ ถ่ายจากกล้องคุณภาพขนาดพกพา รู้สึกได้ถึงความเรียบง่าย
 
และบางภาพก็ดูเกินจริงราวกับเป็นภาพจากสวรรค์
 
ทำให้รู้สึกถึงความอลังการของเครื่องบันทึกภาพได้ดีไม่หยอก 
 
และในขณะที่ผมบ่นอุบในใจอยู่นั้น ... บางอย่างสะกดผมให้หยุดอยู่ในห้วงของความคิดอยู่พักใหญ่
 
สิ่งนั้นคือ ภาพถ่ายแบบ พาโนรามา ขนาดยาว
 
ที่รังสรรค์ภาพทะเลหมอกที่โอบล้อมภูเขาไว้อย่างหนาแน่น ตัดกับท้องฟ้าสีครามทึม ๆ ในฤดูหนาว 
 
สิ่งเดียวที่ผมคิดต่อจากนั้นคือ ... 
 
.
.
.
 
"ผมอยากไปเที่ยวกับเธอ และถ่ายภาพนี้ให้เธอเก็บไว้"
 
 
หมายเหตุ : พาโนรามา หรือ แพนโนรามา (Panorama) คือภาพที่สร้างขึ้นโดยการนำภาพชุดหลายๆ
ภาพมาต่อกันเป็นภาพใหญ่ภาพเดียว

พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นการสร้างภาพวิวที่เห็นสมบูรณ์เต็มตาซึ่งไม่สามารถถ่ายได้ในช็อตเดียว
(Single Shot) ให้มาอยู่ในเฟรมเดียวกันได้
 
 
 
... และด้วยความที่ผมไม่เคยถ่าย และ คิดว่าตัวเองถ่ายไม่ได้ 
 
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงพยายามหัดถ่ายภาพประเภทนี้อย่างเต็มที่ 
 
ศึกษาเทคนิคการวัดแสง การเผื่อระยะขอบภาพ หรือ การจัดองค์ประกอบให้สวยงาม
 
ลองผิดลองถูกอยู่หลายครั้ง จึงทำให้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
 
ที่หน้าเฟซบุ้คของผม จึงมีภาพพาโนรามาที่ผมฝึกถ่ายโพสอยู่เป็นประจำทุกวัน 
 
 
{จะรอช้าอยู่ใย ไปดูกันเลย ^^}

... บล็อกจะแหกมั้ยหนอ ? 
 

 

 
ภาพแรก : เป็นภาพจากระเบียงหอพักของผมเอง ซึ่งผมอยู่ชั้น 7
และเป็นระเบียงเดียวกันที่ผมนำไปแต่งเรื่องสั้นเรื่องที่สองของผมนั่นเอง ^^ 
 
บางคนบอกว่าที่ที่ผมอยู่มันไม่ควรจะเรียกว่าหอพัก มันควรเรียกว่าอพาร์ทเมนต์เสียมากกว่า 555 
 
 

 
 
ภาพที่สอง : เป็นภาพที่ถ่ายจากหลังคาชั้นสอง ของอาคารเรียนรวมของมหาวิทยาลัยของผมเองครับ
ถ้าถามผมว่าเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ช่วงเวลา 16.00 - 19.00 แล้วได้อะไร ?
 
ผมจะยืด-อกให้กว้างที่สุด แล้วจะบอกชัดชัดว่า... "ได้ภาพนี้" ครับ ^^ 
 
 
 
 
 
ภาพสุดท้าย : อันนี้วันเดียวกันกับภาพข้างบนครับ ถ่ายบรรยากาศภายในอาคารเรียนรวม 
ในช่วงเวลาประมาณ 5 โมงเย็น คนจะเริ่มน้อย และจะรู้สึกได้ถึงความวังเวง
 
จึงขอเก็บบรรยากาศช่วงนั้นมาไว้ให้ภาพนี้ครับ ^^ 
 
{ภาพใหญ่ คลิ๊กครับ  ไปเลื่อนดูความวังเวงกันได้ตามใจชอบ ^^ }
 
 
ดูกันสามภาพแล้วกันนะครับ ดูเยอะเดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อน 55
{อีกอย่างภาพเยอะเดี๋ยวจะโหลดโหดเกินไปหน่อย}
 
 
 
... ผมคิดว่าเสน่ห์ของภาพพาโนรามาคือ 
 
"การเก็บเอาความรู้สึก และความกว้างของโลกมาไว้ในภาพภาพเดียวได้"
 
ด้วยความที่ภาพพาโนรามาสามารถให้มุมมองที่ใกล้เคียงกับ 180 ํ 
 
เทียบเท่าภาพจริงที่เห็นจากมุมมองสายตาของมนุษย์ 
 
แม้โลกจะกว้างแค่ไหน เราก็สามารถถ่ายภาพได้กว้างเท่าที่ใจเราต้องการ
 
และจะสื่ออารมณ์ออกมาได้ดีในอีกรูปแบบบหนึ่ง 
 
 
 
... และผมคิดว่าในครั้งหน้า ถ้าผมได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวกับ "เธอ"
 
ผมคงจะพร้อมสำหรับการถ่ายภาพเก็บความรู้สึกดีดีที่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน
 
ไว้ในมุมมองพาโนรามา มุมมองที่ผมพยายามฝึกฝนอยู่ในขณะนี้ 
 
.
.
.
.
.
 
ผมคิดมาเสมอว่า  " เพราะโลกมันกว้าง " 
 
จึงทำให้ในวันนั้นเธอตัดสินใจพูด " คำนั้น " ออกมา 
 
เพื่อเป็นสัญญาณกู่ร้องบอกโลกว่าต่อจากนี้เราจะเดินไปด้วยกัน 
 
เธอบอกกับผมว่า
.
.
.
.
.
.

.

" เ พ ร า ะ โ ล ก มั น ก ว้ า ง  , ,   ป่ ะ   อ อ ก ไ ป เ ดิ น ดู โ ล ก กั น เ ถ อ ะ   !  "   ^^
 
 
 
.

edit @ 2 Dec 2011 01:33:21 by Lukung*

... และแล้วมันก็คลอดออกมาจนได้กับเรื่องสั้น(มาก) เรื่องที่สองของผม
 
นานใช่มั้ยครับ ? ผมว่ามันนานจนใครหลายหลายคนลืมกันไปแล้ว
 
ลืมไปแล้วว่าไอ้นี่มันเคยเขียนเรื่องสั้นด้วยหรือ 555 
 
สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาก็ตามกลับไปอ่านกันได้นะครับ ^^
 
 
 
...เรื่องนี้ก็มาจากเรื่องจริงบ้างนิดหน่อย เขียนเรื่องเสริมเข้าไปบ้างก็ไม่น้อย
 
ยังไงเพื่ออรรถรสของท่าน ก็จินตนาการตามใจชอบเลยครับ 
 
ว่าจะให้ส่วนไหนเป็นเรื่องจริง ส่วนไหนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา ^^
 
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องสั้นของผมครับ ,, 
 
 
------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
โจ๊กเก้อ ...
 
 
 {ภาพประกอบจาก Google}

 
 
...ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับดวงตะวันที่ส่องแสง ระแนวไม้ประดับนอกระเบียงเข้ามา
 
สายลมของต้นฤดูหนาวที่พัดผ่านเข้ามา  
 
มันหอมหวานพอที่จะทำให้ผมอยากจะจมตัวเองอยู่บนเตียงอย่างนี้
 
ไม่อยากออกไปเผชิญโลกภายนอกเหมือนอย่างที่เคย ... แต่ผมก็ต้องทำ
 
 
... ด้วยเวลาที่เดินเร็วกว่าใจ ทำให้ผมต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว
 
แล้วคว้าแจ๊กเก็ต และหมวกใบโปรดวิ่งจากห้องไป
 
ผมพักอยู่ที่ชั้น 7 ของหอพักแห่งนี้ ทำให้ลมโกรกเป็นพิเศษ
 
ผมหยุดอยู่ที่หน้าลิฟต์ตัวประจำที่ผมใช้ขึ้น-ลง ที่พักซุกกายซุกใจของผมมาเป็นเวลากว่า 2 ปี
 
มือผอมแกร็นของผมกดลงที่ปุ่มลงอย่างเช่นทุกวันที่ผมเคยทำ 
 
สายลมพัดเข้ามาทักทายทางหน้าต่างบานเกล็ดทางด้านหลังของผม
 
ผมหันกลับไปมองมัน ...
 
มองเห็นทิวทัศน์ภายนอก ท้องฟ้าสีครามผืนใหญ่ไม่มีรอยต่อ
 
มีเมฆปุยนุ่นสีขาวประดับค้างอยู่กลางท้องฟ้านั้น
 
คล้ายกับแผ่นสำลีสีขาวนวล ถูกนำไปแปะติดกับผ้าใบสีฟ้า 
 
เป็นภาพที่ผมอยากเก็บไว้แบบนั้น ตราบนานเ่ท่านาน
 
 
" ปิ๊งป่อง " ..
 
 
...ผมหันขวับกลับไปยังต้นเีสียง  และเดินเข้าไปในลิฟต์
 
มันเลื่อนเอื่อย ๆ ลงไปยังชั้นล่าง ตามที่ผมสั่งมัน
 
ระหว่างนั้นก็แวะตามชั้นต่าง ๆ เพื่อรับเอา
 
"เพื่อนร่วมทางชั่วขณะ" ที่จะไปยังจุดหมายเดียวกันกับผมด้วย
 
 
 
 
... วันนี้ที่คณะมีงานประจำสาขาที่ผมเรียนอยู่ บรรยากาศจึงคึกคักเป็นพิเศษ
 
ทุกคนต่างได้รับหน้าที่ของตัวเองแตกต่างกันไป บางคนมีหน้าที่ต้อนรับแขก
 
บางคนทำหน้าที่ถ่ายภาพ บางคนทำหน้าที่เสิร์ฟน้ำ และบางคนก็ละเลยหน้าที่ของตนเอง
 
 
... ผมได้รับหน้าที่เป็นตัวแสดง เพื่อสร้างบรรยากาศสร้างสีสันเฮฮาภายในงาน 
 
ด้วยความที่บุคลิก  นิสัย  ท่าทางของผมในสายตาเพื่อน ๆ เป็นคนร่าเริง
 
หลายคนบอกว่า ผมมีอารมณ์ขันตลอดเวลา
 
{ ซึ่งก็ไม่จริง ผมว่ามีจะขันเฉพาะตอนเช้าเท่านั้นแหล่ะ ^^ } 
 
 
... สรุปว่าผมได้ทำหน้าที่แสดง "ละครใบ้" อย่างที่ผมเคยเล่นให้เพื่อน ๆ ดูในเวลาว่าง ๆ
 
หรือเวลาที่เพื่อน ๆ เบื่อ { หรือบางครั้งที่ผมเบื่อ ผมก็จะเล่นให้เพื่อน ๆ ดู ^^ }
 
 
... ผมถูกเพื่อนผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นช่างแ่ต่งหน้าสำหรับการแสดงต่าง ๆ ภายในงาน
 
จับทาด้วยอะไรบางอย่าง ที่ทำให้หน้า และ แขนของผมเป็นสีขาววอก 
 
ตรงปากทาลิปสติกสีแดงสด เขียนคิ้วโก่งสามเหลี่ยมเหมือนคนที่ทำหน้าสงสัยอยู่ตลอดเวลา 
 
เสื้อผ้าีที่ถูกจัดไว้ให้ ถูกผมจัดแจงให้เข้าที่บนร่างกายของผมเรียบร้อย
 
สุดท้ายผมหยิบหมวกสีแดงใบเก่งที่ผมเตรียมมา สวมอย่างมั่นใจ 
 
เสียงในใจผมดังก้องออกมานอกใจ ผ่านทางปากที่ผมบอกกับคนอื่น ๆ ว่า 
 
"ผมพร้อมสำหรับงานวันนี้แล้ว" ^^
 
 
 
 
... ตอนสาย เด็ำกๆ จากโรงเรียนประถม มัธยมต่างทยอยกันมาร่วมงาน
 
แสงแดดจ้าในฤดูหนาวไม่ได้ทำให้ความสนใจของผู้คนภายในงานลดลงเลย
 
 
 
"ขอต้อนรับทุก ๆ ท่าน เข้าสู่งาน English Day คร้าบ" 
 
 
 
...พิธีกรในงานปราศรัยเสียงยาน ต้อนรับทุกคนภายในงาน 
 
ผมเห็นภาพเด็ก ๆ หลายๆ คน นั่งจับกลุ่มคุยกันตามร่มไม้
 
เด็กประถมเดินดูบูธต่าง ๆ ที่เพื่อน ๆ ของผมจัดไว้ต้อนรับอย่างท่าทางสนใจ
 
ทุกคนภายในงานดูครึกครื้น
 
 
"แล้วหน้าที่่ของผมคืออะไรน่ะหรืิอ ?"
 
 
...หน้าที่ของผมคือแสดงละครใบ้สร้างสีสันภายในงาน  
 
ทำให้บรรยากาศภายในงานดูไม่เครียดกับวิชาการจนเกินไป
 
ผมมองหาทำเลในการเริ่มโชว์แรกอยู่นาน 
 
จะเป็นหน้าตึกตรงนั้นดีไหม ? 
 
หรือจะเป็นริมทางเดินตรงนั้นดี ? 
 
 
... ผมตัดสินใจเริ่มโชว์แรกของผมที่ริมทางเดินระหว่างคณะตรงนั้น 
 
ผมถือป้ายที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวเขียนว่า "MIME SHOW"
 
และลำโพงตัวจิ๋วที่ต่อเข้ากับเครื่องเล่นเพลงของผม 
 
เดินไปยังจุดหมายตรงนั้น 
 
 
... สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ผม  อาจจะเป็นเพราะการแต่งการของผมดูแปลกตา
 
หรืออาจจะเป็นเพราะทุกคนอยากจะรู้ว่าผมจะทำอะไรต่อไป
 
{ ซึ่งผมอยากจะให้เป็นอย่างหลังมากกว่า } ^^
 
 
 
"แต่น แต๊นน"  
 
 
...เสียงเพลงจากเครื่องเล่นเพลงของผมดังผ่านลำโพงตัวจิ๋ว 
 
เสียงมันดังพอที่จะเรียกให้เด็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไป สนใจผมขึ้นมาอีกหลายคน
 
หลายคนเดินเข้ามาสมทบวงกลมล้อมรอบผมเป็นวงใหญ่ขึ้น
 
 
 
... ผมเริ่มจากการทำท่าขอเสียงปรบมือจากผู้ชม เหมือนนักแสดงขี้อ้อนทั่วไป
 
และต่อด้วยบทละครใบ้ที่ผมเตรียม และเพียรซ้อมมาเป็นอย่างดี
 
ผมใช้ท่วงท่าของร่างกายเล่าเรื่องผู้ชายคนหนึ่ง
 
ที่กำลังสระผมอยู่ในห้องน้ำ  ผมแอบเห็นผู้ชมบางคนอมยิ้ม บางคนก็หัวเราะคิก ๆ 
 
ดูเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มเ้ข้าใจโชว์ของผมแล้ว 
 
ผมดำเนินต่อด้วยการแสดงท่าทางแสบตาเพราะฟองแชมพูเข้าตา
 
และตบท้ายมุกนี้ด้วยการแสดงให้ผู้ชมเห็นว่าน้ำในฝักบัวหยุดไหล
 
ผมลงทุนลงไปชักดิ้นชักงออยู่กับพื้น เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเข้าถึงอาการแสบตาจริง ๆ 
 
เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นไล่เลี่ยกับเสียงปรบมือ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ 
 
ผมเห็นหลายคนหยิบเอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ 
 
บ้างก็พูดคุยกับเพื่อนข้าง ๆ ด้วยท่าทางสนุกสนาน
 
ผมจบโชว์แรกของผมลงพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังเข้าไปถึงในใจของผม
 
บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ... ไม่รู้สิ่ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้เสียจริง ^^
 
 
 
... เผลอครู่เดียว เวลาเที่ยงก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ความสนุกภายในงาน
 
ด้วยแสงแดดจ้า และด้วยความที่เป็นฤดูหนาว ทำให้ทุกคน (รวมถึงผม)
 
รู้สึกร้อนแบบแห้ง ๆ ทำให้คนภายในงานวันนี้ค่อนข้างบางตาลงจากตอนเช้า
 
 
"และก็ถึงเวลาที่ผมต้องทำหน้าที่ของผมอีกครั้ง"
 
 
{ผมนึกในใจพลางทำตัวพองเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังจะออกปฎิบัติหน้าที่}
 
 
 
... ครั้งนี้ผมเลือกแสดงโชว์ตรงที่ประตูทางเดินเข้าภายในงาน
 
เพราะคงจะสามารถเรียกคนกลับเข้ามาสนใจบูธต่าง ๆ ภายในงานได้ดีอีกครั้ง
 
เช่นเดิม  ผมเริ่มโชว์ด้วยการแสดงท่าทางขอเสียงปรบมือจากผู้ชม  
 
เมื่อเสียงปรบมือค่อย ๆ แผดขึ้น ผู้คนที่กำลังยืนอยู่รอบนอก 
 
ค่อย ๆ เดินเข้ามาก่อวงกลมรอบ ๆ ตัวผม ราวกับโดนต้องมนต์ 
 
{และผมคิดว่านั่นคงเป็นมนต์ของการแสดงผมเอง ^^}
 
 
 
 
... ผมสวมบทบาทเป็นพ่อค้าผัดผักบุ้งไฟแดงในโชว์นี้
 
ผมดำเนินการแสดงด้วยการแสดงท่าทางการผัดผักบุ้งไฟแดง
 
ล้อเลียนท่าทางของพ่อค้าที่ผมเคยเห็นในตลาด 
 
ท่าทางการหยิบจับเครื่องปรุงอย่างรวดเร็วจนเสียทรง
 
เรียกเสียงหัวเราะ และเสียงปรบมือจากผู้ชมได้เป็นอย่างดี
 
{ผมแอบยิ้มในใจ ^^ }
 
หลายคนคงจะเริ่มใจจดจ่อรอดูบทสรุปของโชว์นี้แล้วว่าจะเป็นอย่างไร
 
ผมไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังโดยการ
 
แสดงท่าทางการโชว์เสิร์ฟผักบุ้งลอยฟ้าอย่างที่ทุกคนเคยเห็น
 
 
... ผมเหวี่ยงกระทะ (ที่ไม่มีจริง) ขึ้นไปในอากาศ  
 
พลางกระทืบเท้าบนพื้น เพื่อให้ดูมีเสียงสมจริง
 
"ปึ๊ก" !!  สิ้นเสียงกระทืบเท้า
 
ผมช้อนตาขึ้นมองมาผักบุ้งของผมลอยโค้งไปบนอากาศ
 
ทุกคนมองตามผักบุ้งของผมอย่างไม่ละสายตา
 
{อำนาจของละครใบ้ที่ผมหลงไหลมันอยู่ตรงนี้แหล่ะครับ ^^ }
 
ผักบุ้ง (อุปโลค) ของผมลอยสูงไปตามที่ผมบังคับไปตกลงที่ต้นไม้ใหญ่ในละแวกนั้น
 
และค้างอยู่บนต้นไม้โดยไม่ตกลงมา ....
 
 
... ทุกคนหัวเราะปรบมือกันใหญ่  ผมเห็นภาพทุกคนที่มาดูโชว์ยิ้มหัวเราะกันอย่างมีความสุข
 
ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นภาพแบบนี้ ... 
 
 
... ผมจบการแสดงด้วยการทำหน้าเขินอายเล็กน้อย 
 
ดึงหมวกลงมาปิดหน้าอย่างช้าช้า เอามือไพล่หลัง
 
และโค้งตัวลงอย่างนอบน้ิอม เพื่อสื่อว่าจบโชว์แล้ว
 
ผู้ชมยังปรบมือไม่หยุด ผมตอบแทนพวกเขาด้วย ชักมือที่ไพล่หลังอยู่ออกมา
 
ยกขึ้นสูง และโปรย อมยิ้มหลากสีที่ผมแอบหยิบไว้ข้างหลัง
 
แจกให้กับผู้ชม เด็กเล็ก เด็กโต ต่างวิ่งรับขนมกันใหญ่
 
รอยยิ้มของทุกคนมันทำให้ผมมีความสุข และอยากจะเก็บภาำพนี้ไว้ในใจผมตลอดไป
 
 
 
... แสงสีส้มถูกฉาบขึ้นบนท้องฟ้า  อากาศเริ่มคงที่ มีลมเย็น ๆ พัดผ่านอยู่เป็นระยะ
 
คนเริ่มทยอยกันกลับบ้าน พร้อมความสุขที่ผมและเพื่อน ๆ ในงานมอบให้เต็มกระเป๋า
 
ผมได้ยินหลายคนพูดถึงโชว์ของผม มันทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย
 
{ให้ตายสิ่ ... ผมชอบการถูกยอมรับในความสามารถจากคนภายนอกเสียจริง ^^ }
 
 
 
 
 
... ผมกลับมาถึงห้องพักในตอนค่ำ ผมล้างหน้า และอาบน้ำในห้องน้ำอย่างที่เคย
 
เสียงน้ำที่ไหลจากฝักบัวลงสู่พื้นทำให้ผมนึกถึงการแสดงของผมในวันนี้
 
ภาพผู้ชมปรบมือชอบใจแล่นกลับมาในหัวผมเป็นฉาก ๆ ผมแอบยิ้มคนเดียวอยู่อย่างนั้น ^^
 
 
 
... ผมหยิบสมุดบันทึกสีแดงสดขึ้นมาจากลิ้นชักโต๊ะ
 
เป็นเล่มที่ผมใช้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ  ที่ผมพบเจอตลอดเวลาที่ผ่านมา
 
และวันนี้ผมตั้งใจจะบันทึกเรื่องการแสดงของผมลงไปในสมุดเล่มนี้ 
 
{เก็บไว้อวดตัวเองตอนแก่ ^^}
 
 
... มือผอมเกร็งของผมค่อย ๆ เปิดสมุดเล่มนั้นที่ละหน้าเริ่มจากหน้าแรก
 
เพราะฉะนั้น ... เรื่องราวเมื่อครั้งอดีตก็ไหลย้อนกลับมาหาผมอีกครั้ง
 
ผมหยุดอ่านบันทึกของผมเองที่หน้ากระดาษหน้าหนึ่ง
 
หน้านั้นมีรูปของผู้หญิงผมยาว สีน้ำตาลคนหนึ่ง ยิ้มอย่างเริงร่า
 
ติดเอียง ๆ อยู่ที่ส่วนบนของหน้ากระดาษ
 
มีข้อความที่เขียนด้วยหมึกสีดำ ร่ายยาวอยู่เต็มหน้ากระดาษ
 
ผมเริ่มรู้สึกเย็น ๆ หวิว ๆ อยู่ภายในหน้าอก 
 
ผมตั้งใจอ่านข้อความที่มีอยู่ในหน้านั้นอีกครั้ง
 
แม้มันจะเป็นครั้งที่หนึ่งร้อยห้าสิบสอง หรือ หนึ่งร้อยห้าสิบสามก็ตาม
 
ผมค่อย ๆ กวาดตาอ่านข้อความช้า ๆ พลางชายตาขึ้นมาดูรูปที่แปะไว้
 
และรู้สึกมีน้ำอุ่น ๆ ไหลออกมาจากดวงตา เมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย 
 
ก่อนที่ภาพจะเลือนหายไปเพราะน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม
 
ผมอ่านออกเสียงข้อความในบรรทัดสุดท้ายออกมา
 
บรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า  "ผมจะคิดถึงคุณ ... ตลอดไป"
 
 
 
__ลูกุ้ง*__
12112554
 
 
-------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
ปล. หายไปหลายวัน ไปเดินว่อนอยู่ที่คอนเสิร์ต X JAPAN WORLD TOUR LIVE IN BANGKOK มา
 
ถือว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยเสียจริงครับ คงเป็นเพราะประเทศไทยเป็นที่สุดท้ายของ WORLD TOUR ครั้งนี้
 
X JAPAN ก็เลยเล่นแบบไม่เผื่อเหนื่อยกันเลยทีเดียว ^^ {ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า "จัดเต็ม" ครับ}
 
 
 
ปล. 2 ไม่ได้ไปลอยกระทงที่ไหนเลย เหตุเพราะ เป็นโรคกลัวคนเยอะครับ {โรคดารา} 555 
 
 
 
แล้วพบกันครับ ^^ ธรรมมะสวัสดี :") 
 
 
.

edit @ 12 Nov 2011 21:23:32 by Lukung*

...ตัน (อัพเลว)

posted on 02 Nov 2011 11:19 by ikung-unique
 
 
... เอนทรี่นี้ แค่อยากจะบอกว่า .... เจ้าของบล็อกนี้กำลัง ...
 
 
 
ตัน !!
 
 
ตันในทุกทุกทิศ ,, ทางออกเค้าว่ามี แต่การค้นหาช่างอยากลำบากเหลือเกิน ,,
 
 
 
...ยังไงก็อย่าเพิ่งเบื่อบล็อกนี้ (หรือเจ้าของบล็อก) กันไปเสียก่อนนะครับ 
 
ตอนนี้ผมก็เปิดเทอมแล้ว อาจจะอัพไม่่บ่อย(มาก) เหมือนแต่ก่อน
 
แต่ก็จะพยายามอัพนะครับ
 
จะบอกว่าบล็อกนี้ รวมไปถึง ทุกคนที่เข้ามา
 
ถือเป็นอีกหน้าหนึ่งของชีวิตที่ผมอยากจะเก็บไว้ครับ ^^
 
 
 
 
ขอบคุณนะครับ :")
 
 
.


edit @ 2 Nov 2011 11:42:29 by Lukung*