... และแล้วมันก็คลอดออกมาจนได้กับเรื่องสั้น(มาก) เรื่องที่สองของผม
นานใช่มั้ยครับ ? ผมว่ามันนานจนใครหลายหลายคนลืมกันไปแล้ว
ลืมไปแล้วว่าไอ้นี่มันเคยเขียนเรื่องสั้นด้วยหรือ 555
สำหรับใครที่เพิ่งเข้ามาก็ตามกลับไปอ่านกันได้นะครับ ^^
...เรื่องนี้ก็มาจากเรื่องจริงบ้างนิดหน่อย เขียนเรื่องเสริมเข้าไปบ้างก็ไม่น้อย
ยังไงเพื่ออรรถรสของท่าน ก็จินตนาการตามใจชอบเลยครับ
ว่าจะให้ส่วนไหนเป็นเรื่องจริง ส่วนไหนเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมา ^^
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับเรื่องสั้นของผมครับ ,,
------------------------------------------------------------------------------------------
โจ๊กเก้อ ...
{ภาพประกอบจาก Google}
...ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับดวงตะวันที่ส่องแสง ระแนวไม้ประดับนอกระเบียงเข้ามา
สายลมของต้นฤดูหนาวที่พัดผ่านเข้ามา
มันหอมหวานพอที่จะทำให้ผมอยากจะจมตัวเองอยู่บนเตียงอย่างนี้
ไม่อยากออกไปเผชิญโลกภายนอกเหมือนอย่างที่เคย ... แต่ผมก็ต้องทำ
... ด้วยเวลาที่เดินเร็วกว่าใจ ทำให้ผมต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว
แล้วคว้าแจ๊กเก็ต และหมวกใบโปรดวิ่งจากห้องไป
ผมพักอยู่ที่ชั้น 7 ของหอพักแห่งนี้ ทำให้ลมโกรกเป็นพิเศษ
ผมหยุดอยู่ที่หน้าลิฟต์ตัวประจำที่ผมใช้ขึ้น-ลง ที่พักซุกกายซุกใจของผมมาเป็นเวลากว่า 2 ปี
มือผอมแกร็นของผมกดลงที่ปุ่มลงอย่างเช่นทุกวันที่ผมเคยทำ
สายลมพัดเข้ามาทักทายทางหน้าต่างบานเกล็ดทางด้านหลังของผม
ผมหันกลับไปมองมัน ...
มองเห็นทิวทัศน์ภายนอก ท้องฟ้าสีครามผืนใหญ่ไม่มีรอยต่อ
มีเมฆปุยนุ่นสีขาวประดับค้างอยู่กลางท้องฟ้านั้น
คล้ายกับแผ่นสำลีสีขาวนวล ถูกนำไปแปะติดกับผ้าใบสีฟ้า
เป็นภาพที่ผมอยากเก็บไว้แบบนั้น ตราบนานเ่ท่านาน
" ปิ๊งป่อง " ..
...ผมหันขวับกลับไปยังต้นเีสียง และเดินเข้าไปในลิฟต์
มันเลื่อนเอื่อย ๆ ลงไปยังชั้นล่าง ตามที่ผมสั่งมัน
ระหว่างนั้นก็แวะตามชั้นต่าง ๆ เพื่อรับเอา
"เพื่อนร่วมทางชั่วขณะ" ที่จะไปยังจุดหมายเดียวกันกับผมด้วย
... วันนี้ที่คณะมีงานประจำสาขาที่ผมเรียนอยู่ บรรยากาศจึงคึกคักเป็นพิเศษ
ทุกคนต่างได้รับหน้าที่ของตัวเองแตกต่างกันไป บางคนมีหน้าที่ต้อนรับแขก
บางคนทำหน้าที่ถ่ายภาพ บางคนทำหน้าที่เสิร์ฟน้ำ และบางคนก็ละเลยหน้าที่ของตนเอง
... ผมได้รับหน้าที่เป็นตัวแสดง เพื่อสร้างบรรยากาศสร้างสีสันเฮฮาภายในงาน
ด้วยความที่บุคลิก นิสัย ท่าทางของผมในสายตาเพื่อน ๆ เป็นคนร่าเริง
หลายคนบอกว่า ผมมีอารมณ์ขันตลอดเวลา
{ ซึ่งก็ไม่จริง ผมว่ามีจะขันเฉพาะตอนเช้าเท่านั้นแหล่ะ ^^ }
... สรุปว่าผมได้ทำหน้าที่แสดง "ละครใบ้" อย่างที่ผมเคยเล่นให้เพื่อน ๆ ดูในเวลาว่าง ๆ
หรือเวลาที่เพื่อน ๆ เบื่อ { หรือบางครั้งที่ผมเบื่อ ผมก็จะเล่นให้เพื่อน ๆ ดู ^^ }
... ผมถูกเพื่อนผู้หญิงที่ทำหน้าที่เป็นช่างแ่ต่งหน้าสำหรับการแสดงต่าง ๆ ภายในงาน
จับทาด้วยอะไรบางอย่าง ที่ทำให้หน้า และ แขนของผมเป็นสีขาววอก
ตรงปากทาลิปสติกสีแดงสด เขียนคิ้วโก่งสามเหลี่ยมเหมือนคนที่ทำหน้าสงสัยอยู่ตลอดเวลา
เสื้อผ้าีที่ถูกจัดไว้ให้ ถูกผมจัดแจงให้เข้าที่บนร่างกายของผมเรียบร้อย
สุดท้ายผมหยิบหมวกสีแดงใบเก่งที่ผมเตรียมมา สวมอย่างมั่นใจ
เสียงในใจผมดังก้องออกมานอกใจ ผ่านทางปากที่ผมบอกกับคนอื่น ๆ ว่า
"ผมพร้อมสำหรับงานวันนี้แล้ว" ^^
... ตอนสาย เด็ำกๆ จากโรงเรียนประถม มัธยมต่างทยอยกันมาร่วมงาน
แสงแดดจ้าในฤดูหนาวไม่ได้ทำให้ความสนใจของผู้คนภายในงานลดลงเลย
"ขอต้อนรับทุก ๆ ท่าน เข้าสู่งาน English Day คร้าบ"
...พิธีกรในงานปราศรัยเสียงยาน ต้อนรับทุกคนภายในงาน
ผมเห็นภาพเด็ก ๆ หลายๆ คน นั่งจับกลุ่มคุยกันตามร่มไม้
เด็กประถมเดินดูบูธต่าง ๆ ที่เพื่อน ๆ ของผมจัดไว้ต้อนรับอย่างท่าทางสนใจ
ทุกคนภายในงานดูครึกครื้น
"แล้วหน้าที่่ของผมคืออะไรน่ะหรืิอ ?"
...หน้าที่ของผมคือแสดงละครใบ้สร้างสีสันภายในงาน
ทำให้บรรยากาศภายในงานดูไม่เครียดกับวิชาการจนเกินไป
ผมมองหาทำเลในการเริ่มโชว์แรกอยู่นาน
จะเป็นหน้าตึกตรงนั้นดีไหม ?
หรือจะเป็นริมทางเดินตรงนั้นดี ?
... ผมตัดสินใจเริ่มโชว์แรกของผมที่ริมทางเดินระหว่างคณะตรงนั้น
ผมถือป้ายที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวเขียนว่า "MIME SHOW"
และลำโพงตัวจิ๋วที่ต่อเข้ากับเครื่องเล่นเพลงของผม
เดินไปยังจุดหมายตรงนั้น
... สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ผม อาจจะเป็นเพราะการแต่งการของผมดูแปลกตา
หรืออาจจะเป็นเพราะทุกคนอยากจะรู้ว่าผมจะทำอะไรต่อไป
{ ซึ่งผมอยากจะให้เป็นอย่างหลังมากกว่า } ^^
"แต่น แต๊นน"
...เสียงเพลงจากเครื่องเล่นเพลงของผมดังผ่านลำโพงตัวจิ๋ว
เสียงมันดังพอที่จะเรียกให้เด็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไป สนใจผมขึ้นมาอีกหลายคน
หลายคนเดินเข้ามาสมทบวงกลมล้อมรอบผมเป็นวงใหญ่ขึ้น
... ผมเริ่มจากการทำท่าขอเสียงปรบมือจากผู้ชม เหมือนนักแสดงขี้อ้อนทั่วไป
และต่อด้วยบทละครใบ้ที่ผมเตรียม และเพียรซ้อมมาเป็นอย่างดี
ผมใช้ท่วงท่าของร่างกายเล่าเรื่องผู้ชายคนหนึ่ง
ที่กำลังสระผมอยู่ในห้องน้ำ ผมแอบเห็นผู้ชมบางคนอมยิ้ม บางคนก็หัวเราะคิก ๆ
ดูเหมือนว่าทุกคนจะเริ่มเ้ข้าใจโชว์ของผมแล้ว
ผมดำเนินต่อด้วยการแสดงท่าทางแสบตาเพราะฟองแชมพูเข้าตา
และตบท้ายมุกนี้ด้วยการแสดงให้ผู้ชมเห็นว่าน้ำในฝักบัวหยุดไหล
ผมลงทุนลงไปชักดิ้นชักงออยู่กับพื้น เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเข้าถึงอาการแสบตาจริง ๆ
เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นไล่เลี่ยกับเสียงปรบมือ ที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ
ผมเห็นหลายคนหยิบเอามือถือขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้
บ้างก็พูดคุยกับเพื่อนข้าง ๆ ด้วยท่าทางสนุกสนาน
ผมจบโชว์แรกของผมลงพร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังเข้าไปถึงในใจของผม
บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ... ไม่รู้สิ่ ผมชอบบรรยากาศแบบนี้เสียจริง ^^
... เผลอครู่เดียว เวลาเที่ยงก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ความสนุกภายในงาน
ด้วยแสงแดดจ้า และด้วยความที่เป็นฤดูหนาว ทำให้ทุกคน (รวมถึงผม)
รู้สึกร้อนแบบแห้ง ๆ ทำให้คนภายในงานวันนี้ค่อนข้างบางตาลงจากตอนเช้า
"และก็ถึงเวลาที่ผมต้องทำหน้าที่ของผมอีกครั้ง"
{ผมนึกในใจพลางทำตัวพองเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังจะออกปฎิบัติหน้าที่}
... ครั้งนี้ผมเลือกแสดงโชว์ตรงที่ประตูทางเดินเข้าภายในงาน
เพราะคงจะสามารถเรียกคนกลับเข้ามาสนใจบูธต่าง ๆ ภายในงานได้ดีอีกครั้ง
เช่นเดิม ผมเริ่มโชว์ด้วยการแสดงท่าทางขอเสียงปรบมือจากผู้ชม
เมื่อเสียงปรบมือค่อย ๆ แผดขึ้น ผู้คนที่กำลังยืนอยู่รอบนอก
ค่อย ๆ เดินเข้ามาก่อวงกลมรอบ ๆ ตัวผม ราวกับโดนต้องมนต์
{และผมคิดว่านั่นคงเป็นมนต์ของการแสดงผมเอง ^^}
... ผมสวมบทบาทเป็นพ่อค้าผัดผักบุ้งไฟแดงในโชว์นี้
ผมดำเนินการแสดงด้วยการแสดงท่าทางการผัดผักบุ้งไฟแดง
ล้อเลียนท่าทางของพ่อค้าที่ผมเคยเห็นในตลาด
ท่าทางการหยิบจับเครื่องปรุงอย่างรวดเร็วจนเสียทรง
เรียกเสียงหัวเราะ และเสียงปรบมือจากผู้ชมได้เป็นอย่างดี
{ผมแอบยิ้มในใจ ^^ }
หลายคนคงจะเริ่มใจจดจ่อรอดูบทสรุปของโชว์นี้แล้วว่าจะเป็นอย่างไร
ผมไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังโดยการ
แสดงท่าทางการโชว์เสิร์ฟผักบุ้งลอยฟ้าอย่างที่ทุกคนเคยเห็น
... ผมเหวี่ยงกระทะ (ที่ไม่มีจริง) ขึ้นไปในอากาศ
พลางกระทืบเท้าบนพื้น เพื่อให้ดูมีเสียงสมจริง
"ปึ๊ก" !! สิ้นเสียงกระทืบเท้า
ผมช้อนตาขึ้นมองมาผักบุ้งของผมลอยโค้งไปบนอากาศ
ทุกคนมองตามผักบุ้งของผมอย่างไม่ละสายตา
{อำนาจของละครใบ้ที่ผมหลงไหลมันอยู่ตรงนี้แหล่ะครับ ^^ }
ผักบุ้ง (อุปโลค) ของผมลอยสูงไปตามที่ผมบังคับไปตกลงที่ต้นไม้ใหญ่ในละแวกนั้น
และค้างอยู่บนต้นไม้โดยไม่ตกลงมา ....
... ทุกคนหัวเราะปรบมือกันใหญ่ ผมเห็นภาพทุกคนที่มาดูโชว์ยิ้มหัวเราะกันอย่างมีความสุข
ผมรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นภาพแบบนี้ ...
... ผมจบการแสดงด้วยการทำหน้าเขินอายเล็กน้อย
ดึงหมวกลงมาปิดหน้าอย่างช้าช้า เอามือไพล่หลัง
และโค้งตัวลงอย่างนอบน้ิอม เพื่อสื่อว่าจบโชว์แล้ว
ผู้ชมยังปรบมือไม่หยุด ผมตอบแทนพวกเขาด้วย ชักมือที่ไพล่หลังอยู่ออกมา
ยกขึ้นสูง และโปรย อมยิ้มหลากสีที่ผมแอบหยิบไว้ข้างหลัง
แจกให้กับผู้ชม เด็กเล็ก เด็กโต ต่างวิ่งรับขนมกันใหญ่
รอยยิ้มของทุกคนมันทำให้ผมมีความสุข และอยากจะเก็บภาำพนี้ไว้ในใจผมตลอดไป
... แสงสีส้มถูกฉาบขึ้นบนท้องฟ้า อากาศเริ่มคงที่ มีลมเย็น ๆ พัดผ่านอยู่เป็นระยะ
คนเริ่มทยอยกันกลับบ้าน พร้อมความสุขที่ผมและเพื่อน ๆ ในงานมอบให้เต็มกระเป๋า
ผมได้ยินหลายคนพูดถึงโชว์ของผม มันทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย
{ให้ตายสิ่ ... ผมชอบการถูกยอมรับในความสามารถจากคนภายนอกเสียจริง ^^ }
... ผมกลับมาถึงห้องพักในตอนค่ำ ผมล้างหน้า และอาบน้ำในห้องน้ำอย่างที่เคย
เสียงน้ำที่ไหลจากฝักบัวลงสู่พื้นทำให้ผมนึกถึงการแสดงของผมในวันนี้
ภาพผู้ชมปรบมือชอบใจแล่นกลับมาในหัวผมเป็นฉาก ๆ ผมแอบยิ้มคนเดียวอยู่อย่างนั้น ^^
... ผมหยิบสมุดบันทึกสีแดงสดขึ้นมาจากลิ้นชักโต๊ะ
เป็นเล่มที่ผมใช้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมพบเจอตลอดเวลาที่ผ่านมา
และวันนี้ผมตั้งใจจะบันทึกเรื่องการแสดงของผมลงไปในสมุดเล่มนี้
{เก็บไว้อวดตัวเองตอนแก่ ^^}
... มือผอมเกร็งของผมค่อย ๆ เปิดสมุดเล่มนั้นที่ละหน้าเริ่มจากหน้าแรก
เพราะฉะนั้น ... เรื่องราวเมื่อครั้งอดีตก็ไหลย้อนกลับมาหาผมอีกครั้ง
ผมหยุดอ่านบันทึกของผมเองที่หน้ากระดาษหน้าหนึ่ง
หน้านั้นมีรูปของผู้หญิงผมยาว สีน้ำตาลคนหนึ่ง ยิ้มอย่างเริงร่า
ติดเอียง ๆ อยู่ที่ส่วนบนของหน้ากระดาษ
มีข้อความที่เขียนด้วยหมึกสีดำ ร่ายยาวอยู่เต็มหน้ากระดาษ
ผมเริ่มรู้สึกเย็น ๆ หวิว ๆ อยู่ภายในหน้าอก
ผมตั้งใจอ่านข้อความที่มีอยู่ในหน้านั้นอีกครั้ง
แม้มันจะเป็นครั้งที่หนึ่งร้อยห้าสิบสอง หรือ หนึ่งร้อยห้าสิบสามก็ตาม
ผมค่อย ๆ กวาดตาอ่านข้อความช้า ๆ พลางชายตาขึ้นมาดูรูปที่แปะไว้
และรู้สึกมีน้ำอุ่น ๆ ไหลออกมาจากดวงตา เมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย
ก่อนที่ภาพจะเลือนหายไปเพราะน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม
ผมอ่านออกเสียงข้อความในบรรทัดสุดท้ายออกมา
บรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่า "ผมจะคิดถึงคุณ ... ตลอดไป"
__ลูกุ้ง*__
12112554
-------------------------------------------------------------------------------------------
ปล. หายไปหลายวัน ไปเดินว่อนอยู่ที่คอนเสิร์ต X JAPAN WORLD TOUR LIVE IN BANGKOK มา
ถือว่าคุ้มค่าแก่การรอคอยเสียจริงครับ คงเป็นเพราะประเทศไทยเป็นที่สุดท้ายของ WORLD TOUR ครั้งนี้
X JAPAN ก็เลยเล่นแบบไม่เผื่อเหนื่อยกันเลยทีเดียว ^^ {ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า "จัดเต็ม" ครับ}
ปล. 2 ไม่ได้ไปลอยกระทงที่ไหนเลย เหตุเพราะ เป็นโรคกลัวคนเยอะครับ {โรคดารา} 555
แล้วพบกันครับ ^^ ธรรมมะสวัสดี :")
.
edit @ 12 Nov 2011 21:23:32 by Lukung*